ศาสตร์แห่งบัวลอย

พูดถึงขนมหวานแบบไทยๆนี่ หลายๆคนก็คงจะมีเมนูโปรดเป็น #บัวลอย น่ะครับ ซึ่งขนมบัวลอยนั้นก็ทำด้วยแป้งข้าวเหนียวที่นวดด้วยน้ำเหมือนกันกับขนมต้มน่ะครับ ดังที่แอดเคยเล่าในลิงก์นี้น่ะครับ

https://www.facebook.com/textile.phys.and.chem/photos/a.507291945975911.112460.506996079338831/1544443245594104/?type=3

ซึ่งขนมบัวลอยนี้บางทีก็มีการเติมแต่งกลิ่น/สี/รสจากพืชชนิดต่างๆ ที่มีสีสันและกลิ่นแตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็น #สีเขียวจากใบเตย #สีเหลืองจากฟักทองต้มบด #สีส้มจากแครอทต้มบด #สีชมพูจากน้ำบีทรูท #สีม่วงจากมันม่วงต้มบด #สีน้ำเงินจากน้ำคั้นดอกอัญชัน #สีขาวตุ่นจากเผือกต้มบด หรืออาจจะเป็น #สีแดงม่วงจากแป้งข้าวเหนียวดำ น่ะครับ

แล้วหลังจากนั้นจึงนำแป้งข้าวเหนียวที่แต่งกลิ่น/สี/รส มานวดจนได้เนื้อเนียนเหมือนดินน้ำมัน ก็จัดการมาปั้นเป็นลูกกลมๆ ซึ่งขนาดของบัวลอยก็จะแปรผกผันกับความขี้เกียจของคนปั้นน่ะครับ

คือถ้าขยันหน่อย บัวลอยที่ได้ก็จะเป็นลูกกลมสวยขนาดแค่ปลายนิ้วมือเลย แต่ถ้าขี้เกียจหน่อยนั้นก็จะเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น หรืออาจจะใช้วิธีปั้นเป็นเส้นยาว แล้วคลุกในแป้งนวลก่อนที่จะหั่นท่อนก็ได้ ซึ่งหลายๆครั้งแอดก็ทำแบบนี้อ่ะครับ

พอปั้นเสร็จ ก็จัดการมาต้มในหางกะทิที่ละลายด้วยน้ำตาลปี๊บที่ปรุงรสพร้อมขยำใบเตยที่ลนไฟให้สลดก่อนกันกลิ่นเหม็นเขียวของใบเตยออกมา ให้มีกลิ่นและรสชาติหอมหวานละมุน แล้วจึงตัดรสชาติด้วยเกลือป่นเล็กน้อยเพื่อให้รสชาติเข้มข้นขึ้น ซึ่งการเติมเกลือป่นลงไปนั้นสามารถที่จะเพิ่มรสชาติหวานให้มีความเข้มข้นมากขึ้น ดังที่แอดเคยเล่าในลิงก์นี้น่ะครับ

https://www.facebook.com/textile.phys.and.chem/photos/a.507291945975911.112460.506996079338831/1349307998440964/?type=3&theater

จนกระทั่งเม็ดบัวลอยก็สุกได้ที่ ซึ่งแน่นอนจากหลักการเดียวกันกับขนมต้มครับ คือ ให้สังเกตว่าเม็ดแป้งลอยน้ำกะทิขึ้นมา ก็จัดการช้อนขึ้นมาใส่ในหางกะทิปรุงรสที่ปล่อยจนเย็น เพื่อไม่ให้แป้งถูกต้มจนเละน่ะครับ

พอต้มเม็ดบัวลอยเสร็จจนหมดแล้ว ก็จัดการช้อนเม็ดบัวลอยขึ้นมาแล้วจัดการราดหางกะทิปรุงรสที่เดือดปุดๆส่งกลิ่นหอมหวลรออยู่ในหม้อต้มบัวลอย หลังจากนั้นก็เพิ่มความหอมมันด้วยหัวกะทิที่ต้มรอไว้แล้ว ซึ่งก็ไม่ต้องต้มนานเดี๋ยวหัวกะทิจะแยกชั้นน่ะครับ

ซึ่งในขั้นตอนนี้เราอาจจะหั่นเผือก มัน ฟักทอง เป็นลูกเต๋า แช่น้ำปูนใสกันเละ ต้มลงไปเพิ่ม texture ของการกินก็ได้ไม่ว่ากันน่ะครับ

ในขั้นตอนนี้หากใครนิยมเมนู “ไข่หวาน” ก็สามารถตอกไข่ไก่ลงไปในหางกะทิปรุงรสต้มเดือดลงไปแล้วจับเวลา 3-5 นาทีตามแต่ความสุกของไข่หวานที่ชอบ วางเรียงเป็น topping ที่แสนจะน่ากินและเพิ่มโปรตีนให้แก่ร่างกายได้ดีเลยทีเดียว

หรือจะประยุกต์ใช้ “ไข่แดงเค็มดิบ” ลงไปต้มด้วยเพิ่มความเข้มข้นของรสชาติขนมก็ได้หากนิยมชมชอบรสชาติของไข่เค็มน่ะครับ แต่สำหรับแอดนั้น แอดว่ามันรสชาติแปลกๆสำหรับแอดน่ะครับ (อาจจะเป็นเพราะว่าแอดไม่นิยมไข่เป็ดด้วยล่ะครับ แฮร่ๆ)

คราวนี้เราก็จะได้บัวลอยที่เหนียวหนึบแต่แฝงด้วยความนุ่มละมุนลิ้น พร้อมกับความหอมมันจากกะทิ เผือก และพืชที่ปรุงแต่งสี/กลิ่น/รสอื่นๆ และมีกลิ่นหอมหวานอ่อนๆของใบเตย

แถมยามที่ได้เคี้ยวนั้นก็มีความหวานชุ่มฉ่ำของน้ำกะทิปรุงรสแซมเข้าไปด้วย และถ้ามีไข่หวานด้วยเนี่ย ก็จะได้ความมันของไข่แดงที่ต้มสุกเป็นยางมะตูมและรสเค็มอ่อนๆของลิ่มไข่ขาวที่เคลือบคลุมไข่แดง และกระจายตัวในน้ำกะทิอีกด้วย

ซึ่งความสุขยามที่ได้ลิ้มรสบัวลอยที่ทำด้วยฝีมือตัวเองนั้น แอดเองก็คาดว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยที่ได้ลงทุนลงแรงทำไปเลยทีเดียวเลยครับ

สุดท้ายนี้แอดก็ขอขอบคุณรูปขนมบัวลอยที่แสนจะน่าทานจากลิงก์นี้ด้วยนะครับ

https://www.youtube.com/watch?v=npONGZxWz1s

#ใต้ความอยากยามค่ำคืน
#ดีต่อใจจัญไรต่อพุง
#ขนมไทยไม่แพ้ขนมใดในโลกหล้า

 

20525658_1594581833913578_1219929733718902593_n.jpg

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s